(เขียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 6.00AM ของเมือง Las Vegas ในขณะที่กำลังมีการชุมนุมขับไล่พันตำรวจโท ดอกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร ที่ท้องสนามหลวง)
ถามว่าประเทศคืออะไร ประเทศก็คือ สะท้อนโดยรวมในทุกๆ ด้านของคนในประเทศนั้น ในกรณีของประเทศไทย ก็คือภาพสะท้อนทาง วินัย ทางจริยธรรม ทางความสามารถ ทางกำลังสมอง ฯลฯ ของคน 60 กว่าล้านคน
Sunday, February 26, 2006
เราจะต้องมาไล่ใครคนอื่นอีกหรือเปล่า?
(เขียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 6.00AM ของเมือง Las Vegas ในขณะที่กำลังมีการชุมนุมขับไล่พันตำรวจโท ดอกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร ที่ท้องสนามหลวง)
พ่อแม่ผมเคยบอกว่า เห็นภาพที่มีการเล่นดนตรีเพื่อชีวิต แล้วก็มีคนขึ้นมาสลับกันพูดโจมตี ผู้ปกครองในบ้านเมืองนั้นเหมือนกับสมัย 14 ตุลาคม 1974 ไม่มีผิด ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่นิสิตนักศึกษาออกมานำประชาชนเข้าขับไล่เผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งตอนหลังก็ต้องออกจากประเทศไป ตอนที่ผมอยู่ประมาณ ม. 4 ก็มีเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นการขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ทำให้เพลิงสุมใจคนด้วยวาทะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นำไปสู่การที่ทหารเข้าเข่นฆ่าประชาชนอีกครั้ง ซึ่งตอนหลังก็ต้องออกจากตำแหน่งไป และในวันนี้ ประชาชนก็ต้องออกมาไล่อีกแล้ว
ที่ต่างกันก็คงจะเป็นว่านายกทักษิณเป็นนายกที่ประชาชนเลือกตั้งมาด้วยคะแนนถล่มทลายเท่านั้นเอง แต่บริหารเหมือนเผด็จการไม่มีผิด จะน่ากลัวกว่าก็คือ มาในเสื้อสูทนักประชาธิปไตย พร้อมกับ คำว่าผมมี 19 ล้านเสียง
เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว คนรักเขาค่อนประเทศ ทำไมวันนี้ถึงได้ไล่ ก็คงรู้ๆ กันอยู่ จะเป็นเพราะ หุ้นเจ็ดหมื่นล้าน เพราะ สนธิ ลิ้มทองกุลหรืออะไรก็แล้วแต่เหอะ ประเด็นคือ วันนี้ทำไมเราต้องมาไล่อีก ทั้งๆ ที่เราก็เป็นประเทศที่เดินทางมาไกล ในระบบประชาธิปไตย ทหารทุกวันนี้ก็เรียบร้อย ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ทำไมเราต้องมาไล่กันอีก
เพราะเราถูกหลอก ก็แค่นั้น
เหมือนเราเป็นเถ้าแก่ จ้าง CEO มาบริหารงาน คัดเลือกมาอย่างดีแล้ว คนนี้ล่ะเหมาะสม ประวัติดี พูดเก่ง ไฟแรง แต่พอจ้างมันมาทำงาน มันเล่นโอนหุ้นเข้ากระเป๋าตัวเอง เพิ่มทุนบริษัทเอง ให้คนอื่นเข้ามาถือ จนเถ้าแก่อย่างเราเห็นว่าเฮ้ย ไม่ได้แล้ว ต้องไล่มันออก แต่มันก็ไม่ยอม
แต่อีกหน่อยมันก็ต้องออกล่ะพี่น้อง มันอยู่ไม่ได้หรอก
ปัญหาที่ผมสงสัยก็คือว่า แล้วคนใหม่ที่จะมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราจะต้องมาไล่มันอีกมั้ยเนี่ย หลายๆ คนก็บอกว่า ถ้ามันเลวก็ต้องไล่มันอีกสิ ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าเราไม่ต้องไล่ เราก็ไม่ต้องเหนื่อย บ้านเมืองก็ไม่ต้องเป็นอัมพาต ใช่มั้ย
ถ้าจะไม่ต้องไล่ เราก็ต้องไม่ถูกหลอกก่อน แต่ทำไงถึงจะไม่ถูกหลอกล่ะ
ผมจำได้ว่าการเลือกตั้งปี 2548 ที่ผ่านมา ผมก็อยู่ในประเทศไทย และได้มีโอกาสไปใช้สิทธิ์ด้วย ผมและเพื่อนๆ หลายๆ คนรู้ไส้นายกคนนี้ และไม่ได้ vote ให้เขา โดยตัดสินใจ vote ให้พรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ใช่เพราะรักประชาธิปปัตย์ แต่เป็นเพราะต้องการให้มีคนไปคานอำนาจ กับนายเหลี่ยม
แต่ไอ้คนแบบผมมันมีน้อย เพราะคนทั้งประเทศก็ vote ให้เขาถล่มทลาย ได้ไป 377 เสียง เป็นพระเจ้าไปเลย
เพราะเขาหลอกคนทั้งประเทศได้ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
มันไม่มีคนอื่นมาหลอกประชาชนเพื่อแสวงหาอำนาจ คนอื่นๆ เขามีแต่ยึดเอาดื้อๆ แบบทหาร มีทักษิณ นี่มาแบบจิ้งจอก
เราจะมีวิธีที่จะไม่ให้ถูกหลอกได้ ก็ต้องพูดแบบน้ำเน่าไปเลยว่าก็คือต้องให้ความรู้คน ต้องให้การศึกษา
หลายๆ คนอาจจะบอกว่า ทักษิณเขาหลอกคนจบปริญญาเอกได้ด้วยซ้ำ ก็ต้องมองไปดีๆ ว่าเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วนี่ มีคนมากมายที่ชอบเขา แต่ก็เลือกประชาธิปปัตย์ เพราะต้องการให้มีการคานอำนาจ
เราต้องการคนที่มีวิจารณญาณในการใช้สิทธิ์แบบนั้น เราก็ต้องติดเขี้ยวเล็บทางสมองให้คนมากขึ้น !!!
มันจะง่ายขึ้นมามากถ้าเราเห็นทิศทางชัดเจนว่าประเทศไปทางไหน ถ้า Cell ทั้ง 60 ล้าน Cell มุ่งหน้าไปในทางเดียวกัน
คำถามที่จะทำให้ทิศทางที่ว่านี่เห็นชัดก็คือคำถามว่า ประเทศคืออะไร
(มีต่อ)
พ่อแม่ผมเคยบอกว่า เห็นภาพที่มีการเล่นดนตรีเพื่อชีวิต แล้วก็มีคนขึ้นมาสลับกันพูดโจมตี ผู้ปกครองในบ้านเมืองนั้นเหมือนกับสมัย 14 ตุลาคม 1974 ไม่มีผิด ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่นิสิตนักศึกษาออกมานำประชาชนเข้าขับไล่เผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งตอนหลังก็ต้องออกจากประเทศไป ตอนที่ผมอยู่ประมาณ ม. 4 ก็มีเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นการขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ทำให้เพลิงสุมใจคนด้วยวาทะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นำไปสู่การที่ทหารเข้าเข่นฆ่าประชาชนอีกครั้ง ซึ่งตอนหลังก็ต้องออกจากตำแหน่งไป และในวันนี้ ประชาชนก็ต้องออกมาไล่อีกแล้ว
ที่ต่างกันก็คงจะเป็นว่านายกทักษิณเป็นนายกที่ประชาชนเลือกตั้งมาด้วยคะแนนถล่มทลายเท่านั้นเอง แต่บริหารเหมือนเผด็จการไม่มีผิด จะน่ากลัวกว่าก็คือ มาในเสื้อสูทนักประชาธิปไตย พร้อมกับ คำว่าผมมี 19 ล้านเสียง
เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว คนรักเขาค่อนประเทศ ทำไมวันนี้ถึงได้ไล่ ก็คงรู้ๆ กันอยู่ จะเป็นเพราะ หุ้นเจ็ดหมื่นล้าน เพราะ สนธิ ลิ้มทองกุลหรืออะไรก็แล้วแต่เหอะ ประเด็นคือ วันนี้ทำไมเราต้องมาไล่อีก ทั้งๆ ที่เราก็เป็นประเทศที่เดินทางมาไกล ในระบบประชาธิปไตย ทหารทุกวันนี้ก็เรียบร้อย ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ทำไมเราต้องมาไล่กันอีก
เพราะเราถูกหลอก ก็แค่นั้น
เหมือนเราเป็นเถ้าแก่ จ้าง CEO มาบริหารงาน คัดเลือกมาอย่างดีแล้ว คนนี้ล่ะเหมาะสม ประวัติดี พูดเก่ง ไฟแรง แต่พอจ้างมันมาทำงาน มันเล่นโอนหุ้นเข้ากระเป๋าตัวเอง เพิ่มทุนบริษัทเอง ให้คนอื่นเข้ามาถือ จนเถ้าแก่อย่างเราเห็นว่าเฮ้ย ไม่ได้แล้ว ต้องไล่มันออก แต่มันก็ไม่ยอม
แต่อีกหน่อยมันก็ต้องออกล่ะพี่น้อง มันอยู่ไม่ได้หรอก
ปัญหาที่ผมสงสัยก็คือว่า แล้วคนใหม่ที่จะมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราจะต้องมาไล่มันอีกมั้ยเนี่ย หลายๆ คนก็บอกว่า ถ้ามันเลวก็ต้องไล่มันอีกสิ ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าเราไม่ต้องไล่ เราก็ไม่ต้องเหนื่อย บ้านเมืองก็ไม่ต้องเป็นอัมพาต ใช่มั้ย
ถ้าจะไม่ต้องไล่ เราก็ต้องไม่ถูกหลอกก่อน แต่ทำไงถึงจะไม่ถูกหลอกล่ะ
ผมจำได้ว่าการเลือกตั้งปี 2548 ที่ผ่านมา ผมก็อยู่ในประเทศไทย และได้มีโอกาสไปใช้สิทธิ์ด้วย ผมและเพื่อนๆ หลายๆ คนรู้ไส้นายกคนนี้ และไม่ได้ vote ให้เขา โดยตัดสินใจ vote ให้พรรคประชาธิปปัตย์ ไม่ใช่เพราะรักประชาธิปปัตย์ แต่เป็นเพราะต้องการให้มีคนไปคานอำนาจ กับนายเหลี่ยม
แต่ไอ้คนแบบผมมันมีน้อย เพราะคนทั้งประเทศก็ vote ให้เขาถล่มทลาย ได้ไป 377 เสียง เป็นพระเจ้าไปเลย
เพราะเขาหลอกคนทั้งประเทศได้ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
มันไม่มีคนอื่นมาหลอกประชาชนเพื่อแสวงหาอำนาจ คนอื่นๆ เขามีแต่ยึดเอาดื้อๆ แบบทหาร มีทักษิณ นี่มาแบบจิ้งจอก
เราจะมีวิธีที่จะไม่ให้ถูกหลอกได้ ก็ต้องพูดแบบน้ำเน่าไปเลยว่าก็คือต้องให้ความรู้คน ต้องให้การศึกษา
หลายๆ คนอาจจะบอกว่า ทักษิณเขาหลอกคนจบปริญญาเอกได้ด้วยซ้ำ ก็ต้องมองไปดีๆ ว่าเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วนี่ มีคนมากมายที่ชอบเขา แต่ก็เลือกประชาธิปปัตย์ เพราะต้องการให้มีการคานอำนาจ
เราต้องการคนที่มีวิจารณญาณในการใช้สิทธิ์แบบนั้น เราก็ต้องติดเขี้ยวเล็บทางสมองให้คนมากขึ้น !!!
มันจะง่ายขึ้นมามากถ้าเราเห็นทิศทางชัดเจนว่าประเทศไปทางไหน ถ้า Cell ทั้ง 60 ล้าน Cell มุ่งหน้าไปในทางเดียวกัน
คำถามที่จะทำให้ทิศทางที่ว่านี่เห็นชัดก็คือคำถามว่า ประเทศคืออะไร
(มีต่อ)
Saturday, February 25, 2006
ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ (จริงหรือ)
(เขียนลงหนังสือพิมพ์ไทย Thai Nevada Post เมื่อวันที่ 8 พฤษจิกายน ปี 2005)
อย่างที่ได้บอกให้ทราบไปแล้วว่าเมื่อครั้งที่แล้วนั้น วิรุฬห์ได้หยุดไว้ที่ การชุมนุมกันของประชาชนที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 11 พฤษจิกายน
ผลที่ปรากฎคือ ประชาชนมาชุมนุมที่นั่นประมาณ 80,000 คน นับว่าผิดจาก แสนคนไปไม่มาก แต่สิ่งที่เด็ดที่สุดคือ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสนธิลิ้มทองกุล โดยนำผู้คนเข้าร่วมประกาศขอถวายคืนพระราชอำนาจสู่พระมหากษัตริย์ และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ นายสนธิมีหลักการในการเคลื่อนไหวทั้งหมดมาจากข้อนี้ข้อเดียว คือการที่บอกว่ารัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยมีจุดอ่อน โดยก่อให้เกิดการควบรวมอำนาจมากจนเกินไป ทำให้ขาเล็กๆ ย่อยๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อเสียงอะไรได้ ต้องเป็น “ขาใหญ่” จริงๆ เท่านั้น ที่จะมีสิทธิฺ์ได้เกิดและเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ได้
รัฐบาลของ พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลชุดแรกที่เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ ใหม่ฉบับนี้
โดยสิ่งที่แตกต่างกับที่เกิดขึ้นมาก็คือ การมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ สส สองชนิด ได้แก่ (1) สส เขต และ (2) สส บัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกว่า Party List
สส เขต นั้นเหมือนกับ “เบี้ย” คือเป็น สส ที่สมัครรับเลือกมาจากเขตเลือกตั้ง ต่างๆ ทั่วประเทศ เหมือนๆ กับที่เคยมีมา เลือกกันเข้ามาโดยตรง ส่วน สส party list นั้นเลือกเข้ามาเป็น พรรค
ดังนั้น ถ้ามองลงไปในบัตรเลือกตั้งที่พวกท่านจะได้เห็นเื่มื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง ก็จะีมีอยู่สองส่วน หนึ่งคือชื่อ สส เขต ในเขตของท่าน กับ สองคือ ชื่อของ “พรรค” ในส่วนของ Party List
ถ้าท่านที่ไม่เข้าใจ Concept ของ Party List ก็จะอธิบายสั้นๆ ก็คือ เรื่องของ สัดส่วน นั่นเอง
สส ในประเทศไทยมีทั้งหมด 500 คน 400 คน คือ สส เขต เลือกตั้งโดยตรง ส่วนอีก 100 คือ สส party list
ประชาการทั้งประเทศ มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประมาณ 44 ล้านคน ก็ืคือ 44 ล้านเสียง แต่มีคนมาออกเสียง แล้วบัตรไม่เสีย ไม่หาย ประมาณ 30 ล้านคน
อันดับแรกให้ท่านแบ่ง 30 ล้านคนนี้ เป็น ร้อยส่วน โดยแต่ละส่วน Represent สส Partylist 1 คน โดยการเลือกตั้งในครั้งนั้น ผลที่ออกมาคือ
พรรคไทยรักไทย ได้รับ 19 ล้านเสียง = สส 68 คน
พรรคประชาธิปปัตย์ 7 ล้านเสียง = สส 25 คน
พรรคชาติไทย 2 ล้านเสียง = สส 7 คน
พรรคมหาชน 1 ล้านเสียง = สส 0 คน
รวมสส Party List ทั้งหมด 100 คน
หลังจากนั้น ต้องนำผลไปรวมกับ อีก 400 ที่นั่ง ผลที่ออกมาคือ ไทยรักไทย 377 ที่นั่ง ประชาธิปปัตย์ 96 ที่นั่ง ชาติไทย 25 ที่นั่ง และ มหาชน 2 ที่นั่ง
Step ต่อมาคือการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคที่ได้เสียงข้างมากจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในกรณีนี้ คือพรรคไทยรักไทย ที่มีเสียง ถล่มทลาย กลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ที่มีเสถียรภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
และนี่คือจุดที่น่าสนใจระหว่าง สส สองชนิดนี้ เพราะกฎหมายระบุไ้ว้ว่า สส เขตเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ สส ที่เป็นรัฐมนตรีได้ คือ สส Party List เท่านั้น
เมื่อจำนวน สส Party List จะได้มาสักคน ยากแสนยาก ต้องอาศัยเสียงของประชาชนทั่วประเทศ เกือบ 3 ล้านคน จึงจะได้มาสักเสียงหนึ่่ง ซึ่งเป็นการแก้ํปัญหาในทางทฤษฎีว่า การซื้อเสียงนั้นเป็นไปไม่ได้
คำถามต่อมาที่เกิดขึ้น ก็คือ “ใคร” ที่จะอยู่ใน Party List ดังกล่าว เพราะเวลาเลือก ประชาชนไม่ได้ระบุ ชื่อ ระบุแต่พรรค คำตอบก็คือ คำว่า Party List นั่นเอง เพราะมัน มี List ของ Party อยู่ โดยอย่างเ่ช่นในกรณี ของพรรค ไทยรักไทย สส Party List อันดับหนึ่งคือ ท่านหัวหน้าพรรค พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร อันดับสอง นายสุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ และไปเรื่อยๆๆ จนถึง อันดับ ที่ 68 คือ นายสุทิน คลังแสง ซึ่งเป็นคนสุดท้้านที่คิดเข้าไปเป็น สส ส่วน คนที่ 69 ได้แก่นาย นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ซึ่งกลายเป็น สส สอบตกไป (จากที่ได้รับ proportion มา 68 คน)
ขอให้สังเกตุอย่างหนึ่งว่า ถึงแ้ม้ สส เขต จะเป็น รัฐมนตรีไม่ได้ แต่ ไม่ได้แปลว่า สส Party List เท่านั้น ที่จะได้เป็น เพราะเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะตั้งชื่อใครก็ได้ โดยสังเกตุได้อย่างหนึ่งคือ คุณหญิงสุดาัรัตน์ เกยุราพันธ์ ซึ่งเป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย ระดับสูง ก็ไม่ได้เป็น สส แต่ได้รับเชิญให้เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีเลย
นี่คือการเมืองไทยในปัจจุบัน พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย
ถ้าดูให้ดีๆ จะเห็นว่า พรรค คืออะไร พรรค คือ บริษัท พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคใหญ่ เหมือนบริษัทใหญ่ ก็มีทุนมาก ค่อยๆ มีการ Merger + Acquisition พรรคเล็กใหญ่ มาโดยตลอด ตั้งแต่พรรค ความหวังใหม่ ไปจนถึงพรรคชาติพัฒนา สส ในพรรคเหล่านั้นก็พาตัวเข้ามาเป็น เสื้อ ไทยรักไทยหมด โดย แน่นอนว่า ถ้าเป็นบริษัท ผู้ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ ก็คือ ท่านหัวหน้าพรรค โดยเหมือนกับเป็น Chairman + CEO + Largest Chair Holder ในคนๆ เดียวกัน
นอกจากนี้ กฎหมายที่ให้อำนาจ “พรรค” มากอีก 3 ข้อได้แก่
- สส ที่จะเข้าัรับสมัครเลือกตั้งในพรรคใด จะต้องเป็นสมาชิกของพรรคนั้นๆ มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน
- ตามด้วยกฎเก่าแก่ คือถ้ามีการยุบสภา จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน และ
- กฎใหม่อีก ข้อ คือ สส ต้องสังกัดพรรค !!!
ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพหรือไม่?
ผลที่เกิดขึ้นคือ ท่านอยู่พรรคไหน ก็เหมือนติดคุกนั่นเอง เพราะถ้าท่านอยากย้ายพรรค เกิดเป็น สส อยู่ ถ้าท่าน ย้าย แปลว่าท่านลาออกจากการเป็น สส ถ้า ท่านรอจนยุบสภา ก็ย้ายไม่ทันแล้ว ถ้าย้ายก็ ไม่ถึง 90 วัน ผิดกฎ สมัคร สส ไม่ได้อีก เป็นอันอดไป
นอกจากนี้ การออกเสียง หรือ ยกมือ ในสภา ก็เหมือนกับเป็นการล่ามโซ่นั่นเอง สั่งให้ยกมือก็ต้องยก ไม่ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะอุบาทวฺ์บัดซบขนาดไหนก็ต้องยก ถ้าทำตัวกระด้างกระเดื่อง ก็อาจจะถูก “ขับออกจากพรรค” ได้ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการ ขับออกจากการเ็ป็น สส นั่นเอง
นี่คือการให้อำนาจหัวหน้าพรรค จนเกินขอบเขตเหมือนกัน
แล้วถามอีกว่า ถ้ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร จนเกินขอบเขต มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
มันเกิดขึ้นมาเพราะคนเบื่อระบบเก่า ที่เป็นระบบที่คนเรียกว่า “แบ่งเ้ค้ก” โดยที่มีการเลือก สส แล้ว สส ที่มาจากหลายๆ พรรคก็จะมารวมๆ กัน จัดตั้งรัฐบาล โดยที่จะเป็นรัฐบาลจากหลายๆ พรรค มีการแย่งตำแหน่ง - bluff - หักหลัง - ยื้อ - ดึงเกม Conspiracy บ้าบอคอแตกไปหมด ผลคือทำงานอะไรไม่เสร็จสักอย่าง งานราชการไม่เดิน วันดีคืนดี ยุบสภา เลือกตั้งใหม่อีก โครงการใหญ่ๆ อะไรก็ไม่ได้เกิด
ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่จึงเน้น เสถียรภาพของ รัฐบาลเป็นสำคัญ และมีการ Lock เรื่องของการซื้อเสียง ด้วยการใช้ระบบ Party List ซึ่ง สส เขตที่ไปซื้อเสียงโดยตรง จะมาเป็นรัฐบาล(ที่ คอรัปชั่น หากินได้) ไม่ได้ ซึ่งทุกคนก็รู้ๆ ว่า มี Scenario เดียวที่จะซื้อเสียงได้ คือการ “หุ้น” กัน เหมือนกับการ ร่วมกันลงทุนนั่นเอง
แต่คนที่ร่างก็คงจะคิดว่า ใครมันจะบ้ามาหุ้นกัน เพราะมันไม่ใช่ผลประโยชน์โดยตรง แล้วใครจะมีเงินมากขนาดนั้น
แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น??
การรวมหุ้นกัน ก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วเงินทุนมหาศาลที่ใช้เพื่อการเลือกตั้ง ก็มีขึ้นมาจริงๆ แล้วก็ได้มาเป็นรัฐบาลจริงๆ
พ้นจากการ ตรวจสอบ พ้นจากการ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
นาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลรุนแรงอย่างทุกวันนี้ เขย่าบังลังก์ ของนายกทักษิณได้รุนแรงเช่นนี้ ก็ไม่ได้เล่นเกมในสภา แต่ใช้วิธี เล่นเกมในถนน ในที่โล่ง โดยถามคำถาม “ที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบ หรือไม่กล้าตอบนั่นเอง” แล้วก็ ไม่เคยตอบจริงๆ
ปํญหาดังกล่าว นับวันก็จะมีแต่มากขึ้น
- ปัญหาเรื่องคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
- ปัญหาการได้สัมปทานมากมายของบริษัทลูกชานของนายก
- ปัญหาการได้รับยกเว้นภาษี ของบริษัทที่ครอบครัวนายกเป็นเจ้าของ
- ปัญหาการซื้อเครื่องบินส่วนตัวของนายก ก่อนเครื่องบินของในหลวง
- ปัญหาการใช้เครื่องบินของราชการไปเที่ยวสงกรานต์์เชียงใหม่
- ปัญหากองทุนหมู่้บ้าน ที่พังยับเยิน
- ปัญหาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำกำไรให้พวกพ้อง (เรื่องนี้คุยได้อีกเป็นวัน)
- ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
- ปัญหาการตกแต่งบัญชี การใช้จ่ายและการเก็บภาษีของรัฐบาลที่ไม่โปร่งใส(นักวิชาการหลายคนชี้ว่ารัฐบาลถังแตกแล้ว)
- และ อื่นๆ อีกมากมาย
อย่างที่เคยเปรียบเทียบให้ฟัง ว่า ถ้านี่เป็นนิยายยุทธจักร นายสนธิ จากที่เคยใช้กระบวนท่าแลกชีวิต ตอนนี้ กลายมาเป็นผู้ได้เปรีบบแล้ว โดยมีกระบี่ที่เฉือนรัฐบาล ที่เป็นเหมือนยักษ์ใหญ่ ไปหลายสิบแผล นายสนธินั้นเป็นมือกระบี่ที่ฉับไว เฉือนรัฐบาลไปหนึ่งแผล รัฐบาลร้องโอ้ย เอามือไปปิดแผล ก็เจอเชื่อดที่อื่นไปอีก 3 แผล แล้วพอไปปิดอีก ก็เจออีก 3-4 แผลใหม่
นายสนธิเคยเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนหมาขี้เรื้อน เกาที่ไหนก็โดนหมดล่ะ
รัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เอง ก็ต้องนับว่า เข้าตาจนในสงครามสื่อ ถึงขนาดยกเลิก รายการนายกพบสื่อในวันพฤหัสบดี ที่เป็นการตอบคำถามสื่อมวลชน คู่ไปกับรายการนายกทักษิณพบประชาชนทางวิทยุแห่งประเทศไทยวันเสาร์ (พูดคนเดียว ไม่มีคนถามคำถาม) โดยให้เหตุผลว่า “ช่วงนี้ ดาวพุธ โคจรถอยหลัง”
CNN ถึงขนาดเอาไปตีพิมพฺ์ทั่วโลก บอกว่านายกเชื่อว่า ดาวแห่งชะตาของท่าน ไม่ขนานกับ ดาวพุธ ทำให้มีเคราะห์ ไ่ม่ควรพูดอะไรตอนนี้
จะจริงหรือไม่จริง แต่ถ้า CNNมันลง เราก็เสียไปแล้วละครับ ประเทศไทย
แต่ก็ต้องถามนายสนธิ จริงๆ ล่ะ ว่าปัญหา ของเราอยู่ที่รัฐธรรมนุูญ จริงๆ หรือ หรือว่ามันอยู่ที่ ธรรมชาติของการเมืองไทยกันแน่
เพราะไ่ม่ว่าเราจะร่างกฎอะไร แต่งตัวแบบไหน สร้างภาพดีแค่ไหน แต่เราก็อยู่ในสังคมที่มีคนแบบเดิมๆ หลายๆ คนก็รอให้ถึงเลืิอกตั้งจะได้มีเงินใช้ แล้วก็โดนบังคับให้ไปเลือกคนที่เขาให้เงินมาแล้ว
ถ้าไม่เอาแบบนี้ เราจะกลับไปแบบเก่าที่ทำงานอะไรไม่เสร็จอีกหรือ
หรือว่าจะเอาแบบที่ นายสนธิิ บอกเลยว่าถวายพระราชอำนาจคืนไปเลย ย้อนยุคไปสู่สมัยวิกฤติพฤษภาทมิฬ ที่ประธานวุฒิ อาทิตย์ อุไรรัตน์ ลอบส่งรายชื่อ นายอานันทฺ์ ปัญยารชุนเพื่อเป็นนายก
อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่คนไทย ทุกๆ คนจะตัดสิน
ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ตอนนี้ ข่าวในประเทศไทย สนุกมาก แต่จะเหมือนว่า เป็น Black Comady มากกว่า เพราะประเทศเรา กำลังเข้าวิกฤติในทุกๆ ด้าน ประเทศเราในทุกๆ วงการ แตกเป็นสองเีสี่ยงอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมา จะเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ทหารกับนักศึกษา นักการเมืองกับนักวิชาการ ตำรวจกับประชาชน
แต่ทุกวันนี้ แม่แต่วงการสงฆ์ยังแตกเป็นสองเสี่ยง ทหารก็แตก นักวิชาการก็แตก และเริ่มมีการปะทะกันประปรายไปทั่วประเทศแล้ว
การเมือง ศีลธรรม เศรษฐกิจ วิรุฬห์เองยังไม่เห็น เลยว่าตอนนี้มีอะไรที่เป็นเืรื่องที่ดี และเห็นแววว่าจะมีอนาคตที่ดีบ้าง
คงต้องเหลืออยู่เรื่องเดียวละครับ คือวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำการให้โอวาทเืนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาอีกครัง พระองค์ทรงให้ข้อคิดดีๆ และกำลังใจกับคนไทยเสมอๆ
ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ พระองค์ อายุมั่นขวัญยื่น เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปอีกนานแสนนาน เทอญ
อย่างที่ได้บอกให้ทราบไปแล้วว่าเมื่อครั้งที่แล้วนั้น วิรุฬห์ได้หยุดไว้ที่ การชุมนุมกันของประชาชนที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 11 พฤษจิกายน
ผลที่ปรากฎคือ ประชาชนมาชุมนุมที่นั่นประมาณ 80,000 คน นับว่าผิดจาก แสนคนไปไม่มาก แต่สิ่งที่เด็ดที่สุดคือ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสนธิลิ้มทองกุล โดยนำผู้คนเข้าร่วมประกาศขอถวายคืนพระราชอำนาจสู่พระมหากษัตริย์ และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ นายสนธิมีหลักการในการเคลื่อนไหวทั้งหมดมาจากข้อนี้ข้อเดียว คือการที่บอกว่ารัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยมีจุดอ่อน โดยก่อให้เกิดการควบรวมอำนาจมากจนเกินไป ทำให้ขาเล็กๆ ย่อยๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อเสียงอะไรได้ ต้องเป็น “ขาใหญ่” จริงๆ เท่านั้น ที่จะมีสิทธิฺ์ได้เกิดและเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ได้
รัฐบาลของ พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลชุดแรกที่เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ ใหม่ฉบับนี้
โดยสิ่งที่แตกต่างกับที่เกิดขึ้นมาก็คือ การมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ สส สองชนิด ได้แก่ (1) สส เขต และ (2) สส บัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกว่า Party List
สส เขต นั้นเหมือนกับ “เบี้ย” คือเป็น สส ที่สมัครรับเลือกมาจากเขตเลือกตั้ง ต่างๆ ทั่วประเทศ เหมือนๆ กับที่เคยมีมา เลือกกันเข้ามาโดยตรง ส่วน สส party list นั้นเลือกเข้ามาเป็น พรรค
ดังนั้น ถ้ามองลงไปในบัตรเลือกตั้งที่พวกท่านจะได้เห็นเื่มื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง ก็จะีมีอยู่สองส่วน หนึ่งคือชื่อ สส เขต ในเขตของท่าน กับ สองคือ ชื่อของ “พรรค” ในส่วนของ Party List
ถ้าท่านที่ไม่เข้าใจ Concept ของ Party List ก็จะอธิบายสั้นๆ ก็คือ เรื่องของ สัดส่วน นั่นเอง
สส ในประเทศไทยมีทั้งหมด 500 คน 400 คน คือ สส เขต เลือกตั้งโดยตรง ส่วนอีก 100 คือ สส party list
ประชาการทั้งประเทศ มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประมาณ 44 ล้านคน ก็ืคือ 44 ล้านเสียง แต่มีคนมาออกเสียง แล้วบัตรไม่เสีย ไม่หาย ประมาณ 30 ล้านคน
อันดับแรกให้ท่านแบ่ง 30 ล้านคนนี้ เป็น ร้อยส่วน โดยแต่ละส่วน Represent สส Partylist 1 คน โดยการเลือกตั้งในครั้งนั้น ผลที่ออกมาคือ
พรรคไทยรักไทย ได้รับ 19 ล้านเสียง = สส 68 คน
พรรคประชาธิปปัตย์ 7 ล้านเสียง = สส 25 คน
พรรคชาติไทย 2 ล้านเสียง = สส 7 คน
พรรคมหาชน 1 ล้านเสียง = สส 0 คน
รวมสส Party List ทั้งหมด 100 คน
หลังจากนั้น ต้องนำผลไปรวมกับ อีก 400 ที่นั่ง ผลที่ออกมาคือ ไทยรักไทย 377 ที่นั่ง ประชาธิปปัตย์ 96 ที่นั่ง ชาติไทย 25 ที่นั่ง และ มหาชน 2 ที่นั่ง
Step ต่อมาคือการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคที่ได้เสียงข้างมากจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในกรณีนี้ คือพรรคไทยรักไทย ที่มีเสียง ถล่มทลาย กลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ที่มีเสถียรภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
และนี่คือจุดที่น่าสนใจระหว่าง สส สองชนิดนี้ เพราะกฎหมายระบุไ้ว้ว่า สส เขตเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ สส ที่เป็นรัฐมนตรีได้ คือ สส Party List เท่านั้น
เมื่อจำนวน สส Party List จะได้มาสักคน ยากแสนยาก ต้องอาศัยเสียงของประชาชนทั่วประเทศ เกือบ 3 ล้านคน จึงจะได้มาสักเสียงหนึ่่ง ซึ่งเป็นการแก้ํปัญหาในทางทฤษฎีว่า การซื้อเสียงนั้นเป็นไปไม่ได้
คำถามต่อมาที่เกิดขึ้น ก็คือ “ใคร” ที่จะอยู่ใน Party List ดังกล่าว เพราะเวลาเลือก ประชาชนไม่ได้ระบุ ชื่อ ระบุแต่พรรค คำตอบก็คือ คำว่า Party List นั่นเอง เพราะมัน มี List ของ Party อยู่ โดยอย่างเ่ช่นในกรณี ของพรรค ไทยรักไทย สส Party List อันดับหนึ่งคือ ท่านหัวหน้าพรรค พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร อันดับสอง นายสุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ และไปเรื่อยๆๆ จนถึง อันดับ ที่ 68 คือ นายสุทิน คลังแสง ซึ่งเป็นคนสุดท้้านที่คิดเข้าไปเป็น สส ส่วน คนที่ 69 ได้แก่นาย นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ซึ่งกลายเป็น สส สอบตกไป (จากที่ได้รับ proportion มา 68 คน)
ขอให้สังเกตุอย่างหนึ่งว่า ถึงแ้ม้ สส เขต จะเป็น รัฐมนตรีไม่ได้ แต่ ไม่ได้แปลว่า สส Party List เท่านั้น ที่จะได้เป็น เพราะเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะตั้งชื่อใครก็ได้ โดยสังเกตุได้อย่างหนึ่งคือ คุณหญิงสุดาัรัตน์ เกยุราพันธ์ ซึ่งเป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย ระดับสูง ก็ไม่ได้เป็น สส แต่ได้รับเชิญให้เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีเลย
นี่คือการเมืองไทยในปัจจุบัน พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย
ถ้าดูให้ดีๆ จะเห็นว่า พรรค คืออะไร พรรค คือ บริษัท พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคใหญ่ เหมือนบริษัทใหญ่ ก็มีทุนมาก ค่อยๆ มีการ Merger + Acquisition พรรคเล็กใหญ่ มาโดยตลอด ตั้งแต่พรรค ความหวังใหม่ ไปจนถึงพรรคชาติพัฒนา สส ในพรรคเหล่านั้นก็พาตัวเข้ามาเป็น เสื้อ ไทยรักไทยหมด โดย แน่นอนว่า ถ้าเป็นบริษัท ผู้ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ ก็คือ ท่านหัวหน้าพรรค โดยเหมือนกับเป็น Chairman + CEO + Largest Chair Holder ในคนๆ เดียวกัน
นอกจากนี้ กฎหมายที่ให้อำนาจ “พรรค” มากอีก 3 ข้อได้แก่
- สส ที่จะเข้าัรับสมัครเลือกตั้งในพรรคใด จะต้องเป็นสมาชิกของพรรคนั้นๆ มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน
- ตามด้วยกฎเก่าแก่ คือถ้ามีการยุบสภา จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน และ
- กฎใหม่อีก ข้อ คือ สส ต้องสังกัดพรรค !!!
ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพหรือไม่?
ผลที่เกิดขึ้นคือ ท่านอยู่พรรคไหน ก็เหมือนติดคุกนั่นเอง เพราะถ้าท่านอยากย้ายพรรค เกิดเป็น สส อยู่ ถ้าท่าน ย้าย แปลว่าท่านลาออกจากการเป็น สส ถ้า ท่านรอจนยุบสภา ก็ย้ายไม่ทันแล้ว ถ้าย้ายก็ ไม่ถึง 90 วัน ผิดกฎ สมัคร สส ไม่ได้อีก เป็นอันอดไป
นอกจากนี้ การออกเสียง หรือ ยกมือ ในสภา ก็เหมือนกับเป็นการล่ามโซ่นั่นเอง สั่งให้ยกมือก็ต้องยก ไม่ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะอุบาทวฺ์บัดซบขนาดไหนก็ต้องยก ถ้าทำตัวกระด้างกระเดื่อง ก็อาจจะถูก “ขับออกจากพรรค” ได้ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการ ขับออกจากการเ็ป็น สส นั่นเอง
นี่คือการให้อำนาจหัวหน้าพรรค จนเกินขอบเขตเหมือนกัน
แล้วถามอีกว่า ถ้ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร จนเกินขอบเขต มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
มันเกิดขึ้นมาเพราะคนเบื่อระบบเก่า ที่เป็นระบบที่คนเรียกว่า “แบ่งเ้ค้ก” โดยที่มีการเลือก สส แล้ว สส ที่มาจากหลายๆ พรรคก็จะมารวมๆ กัน จัดตั้งรัฐบาล โดยที่จะเป็นรัฐบาลจากหลายๆ พรรค มีการแย่งตำแหน่ง - bluff - หักหลัง - ยื้อ - ดึงเกม Conspiracy บ้าบอคอแตกไปหมด ผลคือทำงานอะไรไม่เสร็จสักอย่าง งานราชการไม่เดิน วันดีคืนดี ยุบสภา เลือกตั้งใหม่อีก โครงการใหญ่ๆ อะไรก็ไม่ได้เกิด
ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่จึงเน้น เสถียรภาพของ รัฐบาลเป็นสำคัญ และมีการ Lock เรื่องของการซื้อเสียง ด้วยการใช้ระบบ Party List ซึ่ง สส เขตที่ไปซื้อเสียงโดยตรง จะมาเป็นรัฐบาล(ที่ คอรัปชั่น หากินได้) ไม่ได้ ซึ่งทุกคนก็รู้ๆ ว่า มี Scenario เดียวที่จะซื้อเสียงได้ คือการ “หุ้น” กัน เหมือนกับการ ร่วมกันลงทุนนั่นเอง
แต่คนที่ร่างก็คงจะคิดว่า ใครมันจะบ้ามาหุ้นกัน เพราะมันไม่ใช่ผลประโยชน์โดยตรง แล้วใครจะมีเงินมากขนาดนั้น
แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น??
การรวมหุ้นกัน ก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วเงินทุนมหาศาลที่ใช้เพื่อการเลือกตั้ง ก็มีขึ้นมาจริงๆ แล้วก็ได้มาเป็นรัฐบาลจริงๆ
พ้นจากการ ตรวจสอบ พ้นจากการ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
นาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลรุนแรงอย่างทุกวันนี้ เขย่าบังลังก์ ของนายกทักษิณได้รุนแรงเช่นนี้ ก็ไม่ได้เล่นเกมในสภา แต่ใช้วิธี เล่นเกมในถนน ในที่โล่ง โดยถามคำถาม “ที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบ หรือไม่กล้าตอบนั่นเอง” แล้วก็ ไม่เคยตอบจริงๆ
ปํญหาดังกล่าว นับวันก็จะมีแต่มากขึ้น
- ปัญหาเรื่องคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
- ปัญหาการได้สัมปทานมากมายของบริษัทลูกชานของนายก
- ปัญหาการได้รับยกเว้นภาษี ของบริษัทที่ครอบครัวนายกเป็นเจ้าของ
- ปัญหาการซื้อเครื่องบินส่วนตัวของนายก ก่อนเครื่องบินของในหลวง
- ปัญหาการใช้เครื่องบินของราชการไปเที่ยวสงกรานต์์เชียงใหม่
- ปัญหากองทุนหมู่้บ้าน ที่พังยับเยิน
- ปัญหาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำกำไรให้พวกพ้อง (เรื่องนี้คุยได้อีกเป็นวัน)
- ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
- ปัญหาการตกแต่งบัญชี การใช้จ่ายและการเก็บภาษีของรัฐบาลที่ไม่โปร่งใส(นักวิชาการหลายคนชี้ว่ารัฐบาลถังแตกแล้ว)
- และ อื่นๆ อีกมากมาย
อย่างที่เคยเปรียบเทียบให้ฟัง ว่า ถ้านี่เป็นนิยายยุทธจักร นายสนธิ จากที่เคยใช้กระบวนท่าแลกชีวิต ตอนนี้ กลายมาเป็นผู้ได้เปรีบบแล้ว โดยมีกระบี่ที่เฉือนรัฐบาล ที่เป็นเหมือนยักษ์ใหญ่ ไปหลายสิบแผล นายสนธินั้นเป็นมือกระบี่ที่ฉับไว เฉือนรัฐบาลไปหนึ่งแผล รัฐบาลร้องโอ้ย เอามือไปปิดแผล ก็เจอเชื่อดที่อื่นไปอีก 3 แผล แล้วพอไปปิดอีก ก็เจออีก 3-4 แผลใหม่
นายสนธิเคยเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนหมาขี้เรื้อน เกาที่ไหนก็โดนหมดล่ะ
รัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เอง ก็ต้องนับว่า เข้าตาจนในสงครามสื่อ ถึงขนาดยกเลิก รายการนายกพบสื่อในวันพฤหัสบดี ที่เป็นการตอบคำถามสื่อมวลชน คู่ไปกับรายการนายกทักษิณพบประชาชนทางวิทยุแห่งประเทศไทยวันเสาร์ (พูดคนเดียว ไม่มีคนถามคำถาม) โดยให้เหตุผลว่า “ช่วงนี้ ดาวพุธ โคจรถอยหลัง”
CNN ถึงขนาดเอาไปตีพิมพฺ์ทั่วโลก บอกว่านายกเชื่อว่า ดาวแห่งชะตาของท่าน ไม่ขนานกับ ดาวพุธ ทำให้มีเคราะห์ ไ่ม่ควรพูดอะไรตอนนี้
จะจริงหรือไม่จริง แต่ถ้า CNNมันลง เราก็เสียไปแล้วละครับ ประเทศไทย
แต่ก็ต้องถามนายสนธิ จริงๆ ล่ะ ว่าปัญหา ของเราอยู่ที่รัฐธรรมนุูญ จริงๆ หรือ หรือว่ามันอยู่ที่ ธรรมชาติของการเมืองไทยกันแน่
เพราะไ่ม่ว่าเราจะร่างกฎอะไร แต่งตัวแบบไหน สร้างภาพดีแค่ไหน แต่เราก็อยู่ในสังคมที่มีคนแบบเดิมๆ หลายๆ คนก็รอให้ถึงเลืิอกตั้งจะได้มีเงินใช้ แล้วก็โดนบังคับให้ไปเลือกคนที่เขาให้เงินมาแล้ว
ถ้าไม่เอาแบบนี้ เราจะกลับไปแบบเก่าที่ทำงานอะไรไม่เสร็จอีกหรือ
หรือว่าจะเอาแบบที่ นายสนธิิ บอกเลยว่าถวายพระราชอำนาจคืนไปเลย ย้อนยุคไปสู่สมัยวิกฤติพฤษภาทมิฬ ที่ประธานวุฒิ อาทิตย์ อุไรรัตน์ ลอบส่งรายชื่อ นายอานันทฺ์ ปัญยารชุนเพื่อเป็นนายก
อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่คนไทย ทุกๆ คนจะตัดสิน
ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ตอนนี้ ข่าวในประเทศไทย สนุกมาก แต่จะเหมือนว่า เป็น Black Comady มากกว่า เพราะประเทศเรา กำลังเข้าวิกฤติในทุกๆ ด้าน ประเทศเราในทุกๆ วงการ แตกเป็นสองเีสี่ยงอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมา จะเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ทหารกับนักศึกษา นักการเมืองกับนักวิชาการ ตำรวจกับประชาชน
แต่ทุกวันนี้ แม่แต่วงการสงฆ์ยังแตกเป็นสองเสี่ยง ทหารก็แตก นักวิชาการก็แตก และเริ่มมีการปะทะกันประปรายไปทั่วประเทศแล้ว
การเมือง ศีลธรรม เศรษฐกิจ วิรุฬห์เองยังไม่เห็น เลยว่าตอนนี้มีอะไรที่เป็นเืรื่องที่ดี และเห็นแววว่าจะมีอนาคตที่ดีบ้าง
คงต้องเหลืออยู่เรื่องเดียวละครับ คือวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำการให้โอวาทเืนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาอีกครัง พระองค์ทรงให้ข้อคิดดีๆ และกำลังใจกับคนไทยเสมอๆ
ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ พระองค์ อายุมั่นขวัญยื่น เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปอีกนานแสนนาน เทอญ
คำตอบกับคำถามที่ว่า "ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาใคร?"
เวลาขึ้นรถ Taxi หรือเวลาไปเจอพวกสมองเสื่อม ยังโดนชาวบ้านเขาหลอกอยู่ เราจะทำอย่างไรกันดี ถ้าเราด่ามารดามันก็สะใจดีแต่อาจจะจบลงด้วยการลงไม้ลงมือกัน หรือมันอาจจะเป็นเพื่อนเราที่เราเกรงใจ ไม่อยากจะแตกหัก หรือมันอาจจะเป็นคนเดินถนนที่บางทีเราไม่อยากเข้าไปยุ่ง
แต่วันนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว!!
อีกสองเดือนจะเลือกตั้งอีก คณะมหามารมันก็จะใช้เงิน เจ็ดหมื่นล้านของมันซื้อเสียงเข้ามาอีก แล้วก็ใช้ บัตรเลือกตั้งพิมพ์เองที่กองสลากมาเพิ่มกล่องตัวเอง ไหนจะใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งได้รับเงินเดือนเพิ่ม กับตำรวจขี้ข้าของมันเข้ามาข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามอีก ยังไงมันก็ชนะอยู่แล้ว แต่จะชนะแค่ไหนเท่านั้นล่ะ ที่บัดซบที่สุดก็คือ เงินพวกเราเองทั้งนั้น
แต่เราก็ต้องสู้กับแม่งสักตั้ง
นึงวิธีการต่อสู้ที่ทำได้อย่างหนึ่งคือเปลี่ยนความคิดของพวกที่ ยัง "โง่" อยู่ให้ฉลาดขึ้นมาบ้างหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Metaphor หรือการเปรียบเทียบโดยใช้เหตุการณ์สมมุติเวลาขึ้นแท๊กซี่ ลองถามๆคนขับดูว่า พี่ว่านายกทักษิณเป็นไง ส่วนใหญ่จะตอบว่า ผมว่า "ตั้งแต่ผมเกิดมานี่ นายกทักษิณ นี่หล่ะที่ทำอะไรเยอะที่สุดแล้ว" หรือไม่ก็ "ผมก็เห็นนายกแม่งก็แดกทุกคนล่ะ" ดังนั้นเราก็ควรจะเล่ากลับคืนไปด้วยเรื่องเปรียบเทียบ
บ้านพี่ทำนาใช่มั้ย ... โอเค ... พี่ลองนึกๆ ว่า พี่เคยมีแต่ผู้ใหญ่บ้านห่วยๆ ไม่ได้เรื่อง แล้วก็โกง แต่วันนึงพี่เกิดมี ครูหน้าตาดี ขยัน ฉลาด โผล่มา พี่ก็เลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็รัก หมู่บ้านก็เจริญ แต่ทุกคนก็รู้ล่ะ ว่าครูก็กินเหมือนกัน แต่พอเขาทำงานดี หมู่บ้านเราก็เห็นว่าเจริญ เราก็พอรับกันได้ ใช่มั้ย เพราะเราถามตัวเองว่า "ไม่เอาผู้ใหญ่คนนี้แล้วจะเอาใคร ผู้ใหญ่ก็กินทุกคนแต่ไม่เห็นมีใครเก่งแล้วก็ทำงานได้ดีขนาดนี้" มันก็เป็นคำถามที่ โอเค
แต่ถ้าวันหนึ่งลูกสาวพี่ เดินมาบอกพี่ว่า "พ่อๆ ครูเขาข่มขืนหนู ข่มขืนติดต่อกันมาสองปีแล้ว"พี่จะถามตัวเองอีกมั้ยว่า "เออ จะไปฆ่ามัน แต่ไม่รู้จะเอาใครมาเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อ"
พี่คงไม่ถามแล้วแน่ๆ ไปฆ่ามันก่อนแล้วใครจะเป็นก็ช่างหัวมันใช่มั้ย
นี่ล่ะคือระดับความชั่วของนายกคนนี้ที่มันกำลังทำกับประเทศไทย มันไม่ใช่แค่แดก แต่มันกำลังข่มขืนประเทศอยู่
แต่ทีนี้มันมีอีก เรื่องนึง ถ้าเกิดว่าลูกสาวพี่ ไม่ใช่เด็กดีล่ะ อาจจะเป็นเด็กติดยามาก่อน เคยโกหกพ่อแม่บ่อยๆ แล้วก็อาจจะเคยนอนกับผู้ชายมาแล้วหลายคน ต่อให้ทำแท้งมาแล้วด้วยเอา พี่อาจจะไม่เชื่อก็ได้ใช่มั้ย"เอ็งเอาอะไรมาพูด ครูเขาเป็นคนดี เขาไม่มาทำอะไรกับเอ็งหรอก อย่ามาโกหกข้าอีกนะ อีนังตัวดี ไปให้พ้น"
อีกสองวัน ลูกสาวพี่ ผูกคอฆ่าตัวตายเลย
ต่อมาเพื่อนๆ ลูกยืนยันว่าลูกพี่โดนข่มขืนจริง แถมพี่ยังรู้จากเพื่อนๆ ในหมู่บ้านอีกด้วยว่า ลูกสาวคนอื่นๆ ก็โดนเหมือนกัน
แต่ประเด็นก็คือ ต่อให้พี่เสียใจร้องไห้น้ำตาไหลเป็นสายเลือดมันก็ช้าไปแล้ว ลูกสาวพี่ตายไปเรียบร้อยแล้ว จะไปฆ่าไอ้ครูบ้านี่ให้ตายทั้งโคตร ลูกสาวพี่ก็ไม่พื้นคืนมาแล้ว
ก็เหมือนคนที่ออกมาต่อต้านนายก เขาก็อาจจะไม่ได้เป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่ขาวสะอาดมาก่อน แต่เราต้องดูว่า เรื่องที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีมูลหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเพราะเขาไม่ได้สะอาด เรื่องของเขาต้องเป็นเรื่องโกหกแน่นอน แล้วพอพี่เกิดไม่สนใจเรื่องที่เขาเตือน ปล่อยให้เวลาผ่านไป แผ่นดินที่เราอยู่ ก็อาจจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างเป็นของต่างชาติหมด แล้วพี่จะไปต่อต้านไอ้นายกบ้านี้ มันก็ช้าไปแล้ว เพราะมันก็ไม่สนแล้วเหมือนกัน มันขายทุกอย่างให้ต่างชาติ จนหมดประเทศไปแล้ว มันจะรวยเช็ดเม็ดเสียยิ่งกว่าตอนนี้อีกหลายเท่าตัว
ลองดูวิธีนี้กับคนที่ยัง "โง่" อยู่ให้หันมาฉุกคิดบ้าง แล้วก็ถาว่า ถ้านายกทักษิณบริสุทธิ์จริง ทำไมสนธิท้าออกทีวี ไม่กล้าออก ทำไมถึงยกเลิกรายการตอบคำถามสื่อ แล้วก็ลองเล่าเรื่อง ปตท ให้เขาฟัง จากนั้น ก็ค่อยอ่าน 40 คำถามให้เขาฟัง เก็บเป็นโพยไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วยเลยก็ดีรับรองได้ว่า ถ้าคนฟังยังมี Cell สมองหลงเหลืออยู่ ก็น่าจะเก็บไปคิดบ้าง ถ้าไม่อย่างนั้น ยังจะรักนายทักษิณอยู่ก็ตามสบาย สวดบังสุกุลให้มันไปได้เลย
แต่วันนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว!!
อีกสองเดือนจะเลือกตั้งอีก คณะมหามารมันก็จะใช้เงิน เจ็ดหมื่นล้านของมันซื้อเสียงเข้ามาอีก แล้วก็ใช้ บัตรเลือกตั้งพิมพ์เองที่กองสลากมาเพิ่มกล่องตัวเอง ไหนจะใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งได้รับเงินเดือนเพิ่ม กับตำรวจขี้ข้าของมันเข้ามาข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามอีก ยังไงมันก็ชนะอยู่แล้ว แต่จะชนะแค่ไหนเท่านั้นล่ะ ที่บัดซบที่สุดก็คือ เงินพวกเราเองทั้งนั้น
แต่เราก็ต้องสู้กับแม่งสักตั้ง
นึงวิธีการต่อสู้ที่ทำได้อย่างหนึ่งคือเปลี่ยนความคิดของพวกที่ ยัง "โง่" อยู่ให้ฉลาดขึ้นมาบ้างหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Metaphor หรือการเปรียบเทียบโดยใช้เหตุการณ์สมมุติเวลาขึ้นแท๊กซี่ ลองถามๆคนขับดูว่า พี่ว่านายกทักษิณเป็นไง ส่วนใหญ่จะตอบว่า ผมว่า "ตั้งแต่ผมเกิดมานี่ นายกทักษิณ นี่หล่ะที่ทำอะไรเยอะที่สุดแล้ว" หรือไม่ก็ "ผมก็เห็นนายกแม่งก็แดกทุกคนล่ะ" ดังนั้นเราก็ควรจะเล่ากลับคืนไปด้วยเรื่องเปรียบเทียบ
บ้านพี่ทำนาใช่มั้ย ... โอเค ... พี่ลองนึกๆ ว่า พี่เคยมีแต่ผู้ใหญ่บ้านห่วยๆ ไม่ได้เรื่อง แล้วก็โกง แต่วันนึงพี่เกิดมี ครูหน้าตาดี ขยัน ฉลาด โผล่มา พี่ก็เลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็รัก หมู่บ้านก็เจริญ แต่ทุกคนก็รู้ล่ะ ว่าครูก็กินเหมือนกัน แต่พอเขาทำงานดี หมู่บ้านเราก็เห็นว่าเจริญ เราก็พอรับกันได้ ใช่มั้ย เพราะเราถามตัวเองว่า "ไม่เอาผู้ใหญ่คนนี้แล้วจะเอาใคร ผู้ใหญ่ก็กินทุกคนแต่ไม่เห็นมีใครเก่งแล้วก็ทำงานได้ดีขนาดนี้" มันก็เป็นคำถามที่ โอเค
แต่ถ้าวันหนึ่งลูกสาวพี่ เดินมาบอกพี่ว่า "พ่อๆ ครูเขาข่มขืนหนู ข่มขืนติดต่อกันมาสองปีแล้ว"พี่จะถามตัวเองอีกมั้ยว่า "เออ จะไปฆ่ามัน แต่ไม่รู้จะเอาใครมาเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อ"
พี่คงไม่ถามแล้วแน่ๆ ไปฆ่ามันก่อนแล้วใครจะเป็นก็ช่างหัวมันใช่มั้ย
นี่ล่ะคือระดับความชั่วของนายกคนนี้ที่มันกำลังทำกับประเทศไทย มันไม่ใช่แค่แดก แต่มันกำลังข่มขืนประเทศอยู่
แต่ทีนี้มันมีอีก เรื่องนึง ถ้าเกิดว่าลูกสาวพี่ ไม่ใช่เด็กดีล่ะ อาจจะเป็นเด็กติดยามาก่อน เคยโกหกพ่อแม่บ่อยๆ แล้วก็อาจจะเคยนอนกับผู้ชายมาแล้วหลายคน ต่อให้ทำแท้งมาแล้วด้วยเอา พี่อาจจะไม่เชื่อก็ได้ใช่มั้ย"เอ็งเอาอะไรมาพูด ครูเขาเป็นคนดี เขาไม่มาทำอะไรกับเอ็งหรอก อย่ามาโกหกข้าอีกนะ อีนังตัวดี ไปให้พ้น"
อีกสองวัน ลูกสาวพี่ ผูกคอฆ่าตัวตายเลย
ต่อมาเพื่อนๆ ลูกยืนยันว่าลูกพี่โดนข่มขืนจริง แถมพี่ยังรู้จากเพื่อนๆ ในหมู่บ้านอีกด้วยว่า ลูกสาวคนอื่นๆ ก็โดนเหมือนกัน
แต่ประเด็นก็คือ ต่อให้พี่เสียใจร้องไห้น้ำตาไหลเป็นสายเลือดมันก็ช้าไปแล้ว ลูกสาวพี่ตายไปเรียบร้อยแล้ว จะไปฆ่าไอ้ครูบ้านี่ให้ตายทั้งโคตร ลูกสาวพี่ก็ไม่พื้นคืนมาแล้ว
ก็เหมือนคนที่ออกมาต่อต้านนายก เขาก็อาจจะไม่ได้เป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่ขาวสะอาดมาก่อน แต่เราต้องดูว่า เรื่องที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีมูลหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเพราะเขาไม่ได้สะอาด เรื่องของเขาต้องเป็นเรื่องโกหกแน่นอน แล้วพอพี่เกิดไม่สนใจเรื่องที่เขาเตือน ปล่อยให้เวลาผ่านไป แผ่นดินที่เราอยู่ ก็อาจจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างเป็นของต่างชาติหมด แล้วพี่จะไปต่อต้านไอ้นายกบ้านี้ มันก็ช้าไปแล้ว เพราะมันก็ไม่สนแล้วเหมือนกัน มันขายทุกอย่างให้ต่างชาติ จนหมดประเทศไปแล้ว มันจะรวยเช็ดเม็ดเสียยิ่งกว่าตอนนี้อีกหลายเท่าตัว
ลองดูวิธีนี้กับคนที่ยัง "โง่" อยู่ให้หันมาฉุกคิดบ้าง แล้วก็ถาว่า ถ้านายกทักษิณบริสุทธิ์จริง ทำไมสนธิท้าออกทีวี ไม่กล้าออก ทำไมถึงยกเลิกรายการตอบคำถามสื่อ แล้วก็ลองเล่าเรื่อง ปตท ให้เขาฟัง จากนั้น ก็ค่อยอ่าน 40 คำถามให้เขาฟัง เก็บเป็นโพยไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วยเลยก็ดีรับรองได้ว่า ถ้าคนฟังยังมี Cell สมองหลงเหลืออยู่ ก็น่าจะเก็บไปคิดบ้าง ถ้าไม่อย่างนั้น ยังจะรักนายทักษิณอยู่ก็ตามสบาย สวดบังสุกุลให้มันไปได้เลย
Subscribe to:
Posts (Atom)